สวัสดีครับ...พบกับ www.ศรีราชาโพสต์.com โฉมใหม่!! "สร้างสรรค์ ดูแลกัน ทันเหตุการณ์" ***สวัสดีครับ...พบกับ www.ศรีราชาโพสต์.com โฉมใหม่!! "สร้างสรรคฺ์ ดูแลกัน ทันเหตุการณ์" ***ประชาสัมพันธ์ข่าวสารส่งมาได้ที่ kk.udomsuk@gmail.com

นายก ส.ส่งเสริมการเลี้ยงไก่ฯ เผยส่งออกเนื้อไก่ไทยมีปัญหาเพราะค่าเงินแข็งตัว


นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เผยผลกระทบจากภาวะค่าเงินบาทที่แข็งจนเกินไปและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทำให้การส่งออกเนื้อไก่ไทยไปยังตลาดต่างประเทศ ไตรมาสแรกปีนี้ผู้ประกอบการต้องขาดทุนจากค่าเงินแล้วกว่า 10% 

วันนี้ (7 พ.ค.61) ดร.ฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และประธานกรรมการบริหาร บริษัทในเครือฉวีวรรณ ผู้ส่งออกเนื้อไก่ไทยรายใหญ่ของประเทศ ได้ออกมาเปิดเผยถึงภาวะค่าเงินบาทที่แข็งค่าจนเกินไป และปัจจุบันแกว่งตัวอยู่ในระดับที่ 30.50 – 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ว่ากำลังส่งผลต่อสถานการณ์การส่งออกของไทย โดยเฉพาะการส่งออกเนื้อไก่ไปยังประเทศคู่ค้าทั้งใน สหภาพยุโรป ญี่ปุ่นและจีน ที่คาดว่าในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระการขาดทุนจากค่าเงินบาทแล้วไม่น้อยกว่า 10% ถือว่าสวนทางกับ แนวโน้มการส่งออกที่ในปีนี้คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตของปริมาณการส่งออกไม่น้อยกว่า 2-3% จากยอดการเติบโตเดิมที่มีในปีที่ผ่านมาประมาณ 20% 

“เนื่องจากประเทศไทยในขณะนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เน้นการผลิตเนื้อไก่เพื่อการส่งออกทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศที่มีคุณภาพผู้นำเข้าที่สั่งซื้อไก่จากไทย จะให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยในการบริโภคเป็นอย่างมาก ซึ่งถึงวันนี้แม้สถานการณ์การสั่งซื้อจะดีขึ้น แต่การส่งออกกลับต้องเจอปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งมากจนเกินไป ทำให้การผลิตมีต้นทุนที่สูงทั้งจากค่าเงิน และต้นทุนการผลิต และแม้ในวันนี้ผู้ประกอบการของไทยจะมีความพร้อมในการผลิตเพื่อการเป็นครัวของโลก ที่มีความปลอดภัยด้านการผลิตอาหารที่สูง จนทำให้คู่ค้าทั้งในยุโรป ญี่ปุ่น และจีนซึ่งถือเป็นตลาดใหญ่ เริ่มสั่งซื้อสินค้ากับเราเยอะขึ้น แต่เราเองกลับต้องเจอปัญหาที่แก้ไม่ได้” 

ดร.ฉวีวรรณ ยังบอกอีกว่าในวันนี้ผู้ส่งออกเนื้อไก่ไทย ไม่เพียงแต่ต้องเผชิญกับปัญหาค่าเงินบาทที่ทำให้ต้องแบกรับภาระการขาดทุนค่าเงินเท่านั้น แต่การปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำของรัฐบาลโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออก ที่ขยับเป็น 330 บาทต่อวัน ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ต้องแบกรับปัญหารอบด้านเท่านั้น แต่นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนญี่ปุ่น ที่เข้ามาลงทุนในพื้นที่และมีแผนที่จะขยายการลงทุน ก็ต้องชะลอการตัดสินใจและมองหาแหล่งลงทุนใหม่ ที่มีค่าแรงถูกกว่า 

โดยที่ผ่านมา ทางสมาคมฯ ได้เคยท้วงติงไปยังรัฐบาลว่า การปรับขึ้นอัตราจ้างค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศ ไม่ได้เกิดผลดีกับแรงงานไทย แต่กลับส่งผลดีให้กับแรงงานต่างด้าวที่ใช้แรงงานอยู่ในพื้นที่ต่างๆ และสุดท้ายรายได้เหล่านี้ก็ส่งกลับไปพัฒนาประเทศเพื่อนบ้านแทน  

“แต่คนไทยในแง่ของผู้ประกอบการ กลับต้องเผชิญกับความยากลำบากที่ต้องแบกรับปัญหานี้และรัฐบาลก็ไม่เคยฟัง จึงถือเป็นปัญหาที่หนักที่สุดในรอบ 20 ปี ในกลุ่มของเกษตรปศุสัตว์ และอีกหลายอาชีพ  นอกจากนั้นสถาบันการเงินก็ไม่ปล่อยกู้ วันนี้จึงไม่มีใครช่วยเราได้ ไม่เพียงเท่านั้นปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพดิน ฟ้า อากาศ รวมทั้งปัญหาฝนตก น้ำท่วม ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ต้องดูแลด้านสุขอนามัย และสุขภาพของสัตว์ เพื่อไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดต่างๆ จึงถือว่าในปีนี้ค่อนข้างต้องเจอปัญหาหนักมาก ”

ดร.ฉวีวรรณ ได้กล่าวทิ้งท้ายถึงการแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งจนเกินไปว่า เป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่จะต้องหาวิธีช่วยให้ผู้ส่งออกสามารถอยู่ได้ เนื่องจากที่ผ่านมาวงการเกษตรปศุสัวต์ ต้องแบกรับปัญหาการขาดทุนแล้วหลายพันล้านบาทจากเรื่องต้นทุนการผลิต ,ค่าเงินบาท ,ค่าแรง และการบริโภคภายในประเทศที่ลดถอยลง จากปัญหาทางเศรษฐกิจที่เป็นอยู่