สวัสดีครับ...พบกับ www.ศรีราชาโพสต์.com โฉมใหม่!! "สร้างสรรค์ ดูแลกัน ทันเหตุการณ์" ***สวัสดีครับ...พบกับ www.ศรีราชาโพสต์.com โฉมใหม่!! "สร้างสรรคฺ์ ดูแลกัน ทันเหตุการณ์" ***ประชาสัมพันธ์ข่าวสารส่งมาได้ที่ kk.udomsuk@gmail.com

เปิดแผนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้าง ทลฉ.เฟส 3 ทั้งหาที่ทำกินใหม่-อุดหนุนงบประมาณ


เปิดแผนเยียวยาชาวบ้าน–กลุ่มประมงและผู้มีอาชีพหาสัตว์น้ำในทะเลที่อาจได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้าง ทลฉ.ระยะที่ 3 ทั้งอุดหนุนงบประมาณในการเคลื่อนย้ายฟาร์มเลี้ยงหอย, กุ้ง, ปูและปลา ให้เข้าไปอยู่ในที่ทำกินแห่งใหม่ของ ทลฉ.ในเนื้อที่ทางทะเล 500-600 ไร่ ภายใต้การดำเนินงานแบบธนาคารกุ้ง, หอย, ปู, ปลา ที่จะมีการสนับสนุนสายพันธุ์ลงแหล่งน้ำไม่ต่ำกว่า 1 ล้านตัวต่อปี พร้อมจัดทำตลาดปลาและแหล่งจำหน่ายสินค้าชุมชนให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ส่วนความวิตกกังวลของภาคท่องเที่ยวในเมืองพัทยา โดยเฉพาะเรื่องผลกระทบด้าน สวล.ยันจะดูแลถึงที่สุด 

เมื่อเร็วๆนี้ ร.ต.ต.มนตรี ฤกษ์จำเนียร ผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง ได้ออกมาเปิดเผยต่อสี่อมวลชนถึงแนวทางการเยียวยาผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ว่า ที่ผ่านมาท่าเรือฯ ได้ทำประชาพิจารณ์เพื่อสอบถามความคิดเห็นจากชาวบ้านและผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ ครั้งที่ 1 ไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งในครั้งนั้นยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากภาคประชาชน จึงทำให้ในช่วงปลายปี 2559  ต้องจัดทำการประชาพิจารณ์อีกครั้งกระทั่งผ่านความเห็นชอบ และมีข้อเสนอแนะจากภาคประชาชนนให้จัดทำแบบการก่อสร้างในลักษณะคู่ขนานกันไป ซึ่งการทำประชาพิจารณ์ในครั้งที่ 2 เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา โดยพบว่าชาวบ้านและชาวประมง ยังคงมีความกังวลว่าท่าเรือฯ จะเยียวยาด้านผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับการทำมาหากินอย่างไร เช่นเดียวกับภาคธุรกิจและการท่องเที่ยวในเมืองพัทยา ที่กังวลในเรื่องการเคลื่อนตัวของชายฝั่งและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม 

“มาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเลี้ยงหอยแมลงภู่ และกลุ่มอาชีพประมงพื้นบ้าน รวมทั้งประมงชายฝั่งนั้น จากการเก็บรวบรวมข้อมูลและทำการศึกษาก็ขอแจงต่อภาคประชาชนว่า ท่าเรือแหลมฉบัง และการท่าเรือแห่งประเทศไทย จะใช้พื้นที่จำนวน 500-600 ไร่ในทะเลซึ่งเป็นของท่าเรือฯ เพื่อกันไว้เป็นพื้นที่เพาะเลี้ยงหอยแมลงภู่ ให้กับผู้ประกอบการ โดยจะแบ่งเขตให้ทำกินอย่างเท่าเทียมกันในลักษณะ สปก.ที่ซื้อ-ขายสิทธิ์ไม่ได้ และระหว่างการเคลื่อนย้ายฟาร์มจากแหล่งทำกินเดิมมาอยู่ยังที่เพราะเลี้ยงแห่งใหม่ ท่าเรือฯ ก็จะจัดสรรค่ารื้อถอนให้ตามเกณฑ์กติกา โดยจะมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 7-8 ล้านบาทต่อราย ส่วนผู้ที่มีอาชีพจับ ปู, ปลา และปลาหมึกขาย ทลฉ.จะให้เลือกพื้นที่ดำเนินการภายใต้การดูแลของประมงอำเภอ โดยตั้งเป็นรูปแบบสหกรณ์ หรือชมรมฯ ในลักษณะนิติบุคคล เพื่อจัดตั้งธนาคารปู, กุ้ง, ปลา โดยจะมีเงินอุดหนุนในการดำเนินงานป็นรายปี และจะมีการปล่อยสายพันธุ์กุ้งลงในพื้นที่เพาะเลี้ยงใหม่ ปีละไม่ต่ำกว่า 1 ล้านตัวต่อปี”

นอกจากนั้ ยังจะสนับสนุนพื้นที่ขายสินค้าทางทะเลให้กับชาวบ้าน ซึ่งท่าเรือฯ ได้จัดสรรพื้นที่บนบกจำนวน 55 ไร่ เพื่อให้ประชาชนในชุมชนที่อยู่โดยรอบท่าเรือฯ ได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งในแง่ของการเป็นแหล่งพักผ่อน, สถานที่ออกกำลังกาย หรือแม้แต่การจัดทำตลาดปลา ให้นักท่องเที่ยวได้ซื้อหาสินค้า โดยจะนำเรือประมงบางส่วนที่ไม่สามารถทำอาชีพต่อได้ มาสนับสนุนให้เกิดกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เที่ยวชมธนาคารหอย ปู ปลา และประชาชนในพื้นที่ยังสามารถนำบ้านที่มีมาดัดแปลงเพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวในรูปแบบโฮมสเตย์ได้อีกด้วย 

ทั้งนี้ความจำเป็นของการพัฒนาโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ก็เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคธุรกิจการขนส่งสินค้าทางทะเล โดยที่ผ่านมาท่าเรือแหลมฉบังได้ดำเนินการก่อสร้างท่าเทียบเรือในโครงการ ระยะที่ 1 และ 2 ที่มีขีดความสามารถในการรองรับตู้สินค้าที่ 10.8 ล้านทีอียูเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เนื่องจากความเจริญเติบโตของประเทศ ทำให้การขนส่งสินค้าขยายตัวมากขึ้น และในปี 2559 ท่าเรือแหลมฉบัง มียอดขนถ่ายสินค้าผ่านท่าทั้งขาเข้าและออกจำนวน  7.06 ล้านทีอียูและยังมีอัตราการเติบโตที่ 5% ต่อปี จึงทำให้คาดการณ์ว่าในปี 2560 จะมีตู้สินค้าผ่านท่าประมาณ 7.4-7.5 ล้านทีอียู ซึ่งตัวเลขดังกล่าวทำให้ประเมินได้ว่าท่าเรือฯ จะถึงขีดความสามารถสูงสุดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าและหากเต็มศักยภาพแล้วจะไม่สะดวกต่อการนำเข้าและส่งออกของไทย จึงต้องเร่งก่อสร้างท่าเทียบเรือใหม่ ที่ต้องใช้เวลาก่อสร้างนานประมาณ 5 ปี 

แต่การก่อสร้างจะดำเนินการไม่ได้หากไม่ทำ EHIA ควบคู่ไปด้วย เพราะการก่อสร้างท่าเรือในระยะที่ 3 ถือเป็นโครงการที่ถูกจัดให้อยู่ในโครงการที่มีผลกระทบรุนแรง และผู้ที่จะได้รับผลกระทบคือ ผู้ที่อยู่บนบกและในทะเล โดยเฉพาะผู้ประกอบการประมง 

"ส่วนปัญหาที่ภาคธุรกิจที่ท่องเที่ยวเมืองพัทยา กังวลในเรื่องการเคลื่อนตัวของชายฝังนั้น ที่ผ่านมาเราได้เฝ้าระวังว่าการพัฒนาพื้นที่โครงการในระยะที่ 3 จะทำให้การเคลื่อนตัวของชายฝังผิดเพี้ยนไปหรือไม่ จึงได้ดำเนินการปักหมุดบริเวณชายหาดต่างๆ จำนวน 9 คู่ ในระยะ เมตรในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งก็พบว่าที่ดินของชาวบ้านในจุดที่เกรงว่าจะได้รับผลกระทบยังอยู่เหมือนเดิมโดยไม่มีการกัดเซาะ แต่สิ่งที่น่าตกใจคือมีที่ดินเกิดขึ้นใหม่ นั่นหมายความว่ามีดินที่เกิดจากการถม  ซึ่งการจัดการของท่าเรือฯ ก็อยู่ในกระบวนการขุดลอกและขอยืนยันว่าที่ที่งอกออกมาใหม่ ไม่ใช่ที่ของท่าเรือฯ  ส่วนกรณีที่ชาวบ้านขอให้ ทลฉ.ดำเนินการขุดลอกปากคลองบางละมุงนั้น เราได้ดำเนินการแล้วตั้งแต่เมื่อ 3-4 ปีก่อน และขณะนี้ผู้รับเหมาก็อยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่ง ทลฉ.ได้นำเรียนผู้บริหารระดับสูงของการท่าเรือแห่งประเทศไทยแล้ว และได้มีการอนุมัติเหตุชอบให้ดำเนินการต่อเนื่อง” 

ส่วนกรณีที่หวั่นว่าการก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่  3 จะส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่อเมืองพัทยานั้น ร.ต.ต.มนตรี ยืนยันว่าจากผลการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมพบว่าการกัดเซาะชายฝั่งจะเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ  ซึ่งใน EIA ระบุชัดว่าในแต่ละพื้นที่ย่อมมีการกัดเซาะชายหาดเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ระดับไม่เกิดเลย, เล็กน้อย, ปานกลางและสูงสุด ซึ่งสิ่งบ่งชี้ที่ชัดเจนที่สุดคือ กรณีบ้านขุนสมุทรจีน บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ได้รับผลกระทบสูงสุดทั้งที่ไม่มีท่าเรือใดๆ เกิดขึ้น ขณะที่การกัดเซาะชายหาดเมืองพัทยา ถือเป็นพื้นที่ที่มีการกัดเซาะในระดับเล็กน้อย ประมาณ 5-10 เซนติเมตรต่อปีตามรายงานการศึกษา และหากนับไปถึงระยะ 10 ปี ก็จะมีการกัดเซาะประมาณ 50 เซนติเมตร ซึ่งในส่วนของท่าเรือแหลมฉบัง ได้มีการปักหมุดไว้ตั้งแต่ปี 2541 

“จุดนี้ขอเรียนว่าทรายกับน้ำ เป็นของคนละชนิด ทรายมีน้ำหนักเคลื่อนตัวได้ไม่ไกล แต่ฝุ่นแป้งจะเคลื่อนตัวได้ไกล ดังนั้นภาคธุรกิจเมืองพัทยา จึงไม่ต้องกังวลว่าทรายที่เกิดจากการถมพื้นที่โครงการจะฟุ้งไปไกลได้ถึง 10 กิโลเมตร แต่ปัญหาการกัดเซาะชายหาดในเมืองพัทยาเกิดจากสิ่งปลูกสร้างใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นเยอะจึงถือเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง มากกว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการก่อสร้างท่าเรือฯระยะที่ 3 อย่างไรก็ดีขอยืนยันว่า ท่าเรือแหลมฉบัง จะดูแลรูปแบบการก่อสร้างให้เป็นไปตามการศึกษาและออกแบบ โดยเฉพาะการเฝ้าระวังผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างดีที่สุด ”ร.ต.ต.มนตรี กล่าว